เคยมีรุ่นน้องถามผมว่า เรียนละครแล้วได้อะไร ทำไมถึงชอบละคร?
ผมตอบกลับไปสั้น ๆ ว่า
ละคร ทำให้เราได้มี “ตา” และ ให้โอกาสเรามี “หัวใจ”
ฟังอาจจะดูงง ๆ นะครับ แต่จริง ๆ แล้วผมว่ามันเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่เข้าใจกันได้
การดูละครดี ๆ สักเรื่อง มันก็ทำให้เราได้ค้นพบประสบการณ์บางอย่างที่ชีวิตจริงเราอาจจะไม่ได้เห็น ไม่ได้มองข้าม หรือรู้ ๆ กันอยู่แต่ไม่ได้มี Passion อะไรกับมันมากนัก
แต่ศิลปะของละครหรือหนัง จะทำให้เราเกิดอารมณ์ ความรู้สึกร่วม หรือกระบวนการให้สมองของเราทั้งสองซีกทำงานคู่กัน กล่าวคือทำงานทั้งด้าน Logic และด้านความรู้สึก จนเกิดการกลั่นกรองประสบการณ์และเรียนรู้ร่วมไปกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
ยิ่งถ้าเราชื่นชอบกับการขบคิด การเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วยแล้ว ละครและหนังดี ๆ จะสอนประเด็นชีวิตเรามากมาย ให้เราได้มีคติธรรม แรงบันดาลใจต่าง ๆ เยอะแยะ
ไม่ใช่เพียงแค่การบันเทิง
ฉะนั้นที่ผมว่ามี “ตา” ก็เหมือนกับการได้มองเห็นอะไรใหม่ ๆ ได้เห็นอะไรที่เราไม่มีโอกาสได้เห็น หรือเห็นอย่างตั้งใจแทนที่จะมองอย่างผ่าน ๆ
เคยไหมครับ ที่เราเห็นฉากง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันแล้วเรารู้สึกว่ามันช่างสวยงามเวลาเราได้หยุดเพ่งมองอะไรมันแทนที่จะเดินผ่านไปไว ๆ เพราะชีวิตเร่งรีบของเรา ละครกับหนังก็ทำหน้าที่อย่างนั้นแหละครับ
ส่วนที่บอกว่า “หัวใจ” ก็คือการให้เราได้รับรู้ และได้รู้สึกต่าง ๆ ที่เราไม่เคยได้รู้สึก หรือให้มันหนักแน่นกว่าเก่า สิ่งเหล่านี้คือการย้ำกับตัวเราเองว่าเรายังเป็นมนุษย์ที่ยังมีจิตใจ มีความรู้สึก
นั่นเป็นสิ่งที่ผมมักจะรู้สึกเวลาดูหนังดี ๆ ที่สนุก เพลิน ประทับใจ เศร้า อิ่มเอิบ และปล่อยใจไปกับมัน
ผมรู้สึกดีด้วยซ้ำเวลาดูหนังอะไรแล้วร้องไห้แทนที่จะมานั่งเก๊กว่าเป็นผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ เพราะจริง ๆ มันคือการบอกผมว่าจิตใจมนุษย์นั้นละเอียดอ่อนเพียงไหน มีความรู้สึกเช่นไร
หลายคนอาจจะบอกว่าการเป็นผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ ต้องเข้มแข็ง
แต่ผมกลับคิดว่าการร้องไห้หรือแสดงออกต่าง ๆ นั้นคือการบริหารใจเราให้ได้ปลดปล่อยอะไรออกมาและเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่บังคับฝืนมันไว้จนมันด้านชา
ไม่อย่างนั้น คนประเภทที่โดนด่าว่า “ไร้หัวใจ” ก็เต็มสังคมกันหมดนั่นแหละ
นี่คือสั้น ๆ คร่าว ๆ ของสิ่งท่ีผมบอกว่า มันให้ “ตา” และให้ “หัวใจ” กับเรา ไม่ว่าจะเป็นในแง่การแสดง การทำงาน หรือว่าแค่นั่งชม
ฉะนั้น ศิลปะที่ดีจึงไม่ได้เป็นแค่การเรียกเสียงหัวเราะ หรือเร้าอารมณ์ประโลมโลกไปวัน ๆ
และละครก็ไม่ใช่แค่เรื่องหลอกลวง ไม่ใช่ความจริงอะไรเลย
เพราะถ้าคนทำที่บอกตัวเองว่าเป็น”ศิลปิน” เข้าใจสิ่งนี้แล้ว เขาจะถ่ายทอดออกมาให้เราได้ผจญภัยไปกับมันอย่างอิ่มเอมเสียเหลือเกิน