My today presentation :)

บันทึกโพสใน Technology & Trend. Leave a Comment »

Where the hell is Matt?

ก่อนที่เราจะเริ่มบทความนี้ ผมว่าคำถามที่หลายคนอยากจะถามผมก่อนน่าจะเป็น Who’s the hell is Matt? ก่อนเป็นแน่ :D

เอาล่ะ งั้นผมขอแนะนำตา Matt ให้ฟังกันก่อนนะครับ ถ้าทุกวันนี้เราเปิด Google และพิมพ์คำว่า Matt ลงไป ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะกลายเป็นเวบไซต์ชื่อเดียวกับชื่อบทความนี้นั่นแหละครับ แปลกใจไหมครับว่าทำไมไม่ใช่ชื่อดาราอย่าง Matt Demon?

ก็เพราะเขาคือหนึ่งใน Internet Celebrities ที่ดังสุด ๆ แถมเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า Social Media น่ะสิครับ!!!

Matt Harding เป็นนักออกแบบเกมชาวอเมริกันและอยู่ในอุตสาหกรรมรวมทั้งเคยเป็นบรรณาธิการของ Gameweek อีกด้วย แต่วันหนึ่งพี่แกเกิดรู้สึกเบื่อกับอุตสาหกรรมเกมประเภทยิงกันปัง ๆ จนเพ้อประชดว่า “กูคงไม่อยากใช้ชีวิตสองปีสร้างเกมที่วัน ๆ เอาแต่ฆ่าคนแน่ ๆ”

ครับ..จากนั้นตา Matt ก็เลิก บ้ายบายกับสิ่งที่ทำอยู่และออกไปสู่สิ่งที่เขาต้องการนั่นคือ เที่ยว!!!! (ยังกับหนีตามกาลิเลโอนะ) แถมด้วยความบังเอิญกับพรสวรรค์ที่เขามี (หรือเปล่า?) คือเขามีท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ เขากับเพื่อนก็เลยเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ และเต้นท่าแปลก ๆ อัดวีดีโอไว้ ตัดต่อมันและนำขึ้นไปในเวบไซต์ส่วนตัวของเขา

แน่นอนว่าสิ่งที่ Matt ทำแรก ๆ นั้นคือการให้คนที่เขารู้จักสนุกไปกับเขา ครอบครัว เพื่อนฝูงชื่นชอบกับสิ่งที่เขาทำและ “แบ่งปัน” ให้คนอื่นได้อารมณ์ดีกันด้วย และ Viral Marketing ขนาดใหญ่ก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า เวบไซต์ส่วนตัวของ Matt มีคนเข้าชมวันละไม่ต่ำกว่า 20,000 คน ด้วยสิ่งง่าย ๆ คือ “Matt Dancing Badly Around the World” ผู้คนต่าง ๆ เริ่มรู้จักเขาในฐานะ Dancing Matt

จากกระแส Viral นี้ บริษัท Stride ซึ่งเป็นบริษัทผลิตหมากฝรั่งแห่งหนึ่งเห็นโอกาสอันดี จึงเข้าร่วมเป็น Sponsor ในการสร้าง VDO อันที่สองของเขา ทำให้ Matt เริ่มเดินทางไปทั่วโลกอีกครั้ง (แต่คราวนี้สบายขึ้นเพราะมี Sponsor ) ซึ่งสิ่งที่ Stride เข้ามาสนับสนุนนั้น ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรมากกว่ามีคำขอบคุณพร้อมโลโก้ในตอนท้ายของ VDO และแม้ว่า Stride มีโอกาสจะขอ Tie-In เช่นการให้ Matt ใส่เสื้อที่มีตราสินค้า แต่ Stride เลือกที่จะให้ Matt ทำสิ่งที่เหมือน ๆ เดิมอันเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งโลกอยู่แล้ว และเมื่อดูจบจนเครดิตขึ้น ผู้คนก็จะได้รู้จักกับ Stride เอง

ฟังดูอาจจะไม่เข้าท่าสำหรับนักการตลาดบางคน แต่เพราะ VDO ของ Matt นั้นสามารถไปไกลกว่าที่หลายคนคิด Youtube ทำให้ VDO ดังกล่าวมีคนดูมากกว่า 24 ล้านครั้ง!!! ไม่นับที่อยู่ใน Google Video และ Vimeo อีก นอกจากนี้คลิปนี้โด่งดังขนาดรายการทีวีเอาไปออกรายการอีกมากมาย แม้กระทั่งหนึ่งในผู้สร้าง Youtube ยังบอกว่า VDO ของ Matt นั้นเป็นหนึ่งในคลิปโปรดของเขาเลยทีเดียว

ลองคิดเล่น ๆ ไหมครับว่ามีคนกี่คนทั่วโลกที่รู้จัก Stride ผ่านจากวีดีโอเพี้ยน ๆ ของตา Matt ที่ดูแล้วรู้สึกยิ้มจนแก้มปริเลย สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด Brand Awareness และ Perception of Brand มากขนาดไหน

ส่วนหนึ่งที่ VDO ของ Matt ประสบความสำเร็จมากคือตัว Content ของเขานั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการเต้นด้วยท่าทางประหลาด ๆ ของเขากับภาพวิวในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งนั่นไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษาใด ๆ เลย จึงไม่แปลกที่คนทั่วโลกพร้อมใจจะดู Matt ด้วยรอยยิ้ม และในปี 2008 ที่ผ่านมา ตา Matt ก็สร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกแล้วด้วย VDO ชิ้นที่สามของเขา

และคราวนี้เขาไม่ได้เต้นคนเดียว…แต่เขาชวนคนทั่วโลกมาเต้นกับเขา!!! และแน่นอนว่า Youtube ก็ทำให้รอยยิ้มของตา Matt กระจายไปสู่คนทั่วโลกอีกเช่นเคยด้วยจำนวน view ปัจจุบันมากกว่า 24 ล้านครั้งไปเรียบร้อยแล้ว

นั่นยังไม่นับรวมกับ VDO ต่อเนื่องอีกมากมายเช่นเบื้องหลัง ภาพที่ไม่ใช้ หรือ Presentation ที่เขาเล่าขั้นตอนการทำงานของเขา

สังเกตุไหมครับ ว่ากระบวนการเติบโตของตา Matt เกิดจากเรื่องง่าย ๆ ที่ลงใน Social Media ส่วนตัวของเขาเอง นั่นก็คือ Blog จากนั้นต่อขยายออกไปด้วย Fwd Mail ในช่วงที่เรายังไม่มี Facebook หรือ Social Network ใหญ่ ๆ จากนั้นการเข้าสู่ Youtube ทำให้ Viral Marketing กระจายออกไปได้อย่างมหาศาล ประจวบกับการโตของ Social Network ที่การแชร์คลิปวีดีโอทำได้ง่ายยิ่งกว่าการนั่งพิมพ์ Email และใส่ชื่อเพื่อนทีละคน ๆ

และนั่นคือ Power of Social Media ที่เราพูด ๆ ถึงกันนี่แหละครับ :D

สำหรับใครที่อยากติดตามชีวิตและการเต้นอันมีความสุขของเขานั้น ก็ไปที่ www.wherethehellismatt.com ได้เลยครับ

บันทึกโพสใน Online Diary, Technology & Trend. ป้ายกำกับ: , , , . Leave a Comment »

The Power of Follower in Social Media

ระหว่างวันนี้ที่พรีเซนต์ Social Media ให้กับทางบอร์ดบริหารฟัง ผมสรุปใจความง่าย ๆ ว่า With this your simple and small network, it could be a massive news feed. หลายคนทำหน้าสงสัยและไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ผมพูดจะเป็นจริงได้อย่างไร

ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนที่ยังไม่เข้าใจกลไกของ Social Media และติดภาพของ Traditional Media อย่างเช่นทีวี หนังสือพิมพ์ Magazine ที่เคลมกันด้วยเรตติ้ง ยอดขาย และยอดพิมพ์ ซึ่ง Social Media ไม่ได้มีตรงนั้นชัดเจน

สิ่งที่ผมยกขึ้นมาเพื่อโต้แย้งง่าย ๆ คือการคิดแบบ Viral Marketing แม้คุณอาจจะมี Network ที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนสิ่งพิมพ์ที่มาในท้องตลาด (อันเป็นน่านน้ำ Red Ocean) แต่หากคุณได้คนที่มาต่อยอดความคิดของคุณอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว มันมีอานุภาพมากกว่าที่สิ่อเหล่านั้นทำด้วยซ้ำ

ในกรณีของ Twitter หากเราคิดแบบ One-Many แน่นอนว่านักการตลาดต้องแบบพื้น ๆ ก่อนว่าทำอย่างไรให้มี Follower เยอะ ๆ เน้นการสร้างฐานคนเข้ามาใน Network แต่จริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่จำเป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะ Follower ที่ตามอยู่นั้น ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็น Active หรือ Not Active แถมข้อมูลที่คุณส่งไปอาจจะถูก Flood ไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางข่าวสารที่ไหลกันอย่างมหาศาลในโลกอินเตอร์เนตจน Follower เหล่านั้นไม่ได้รับสารที่คุณเพิ่งส่งออกไปก็ได้

แต่สิ่งที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารนั้นเกิดการพูดถึง การบอกต่อ การอ้างอิง นั่นแหละคือสิ่งที่จะทำให้มันเกิดผลลูกโซ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และยิ่งกว่าจำนวน Follower ของคุณเสียอีก

คิดตามหลักง่าย ๆ คล้ายกับแผนผังที่ MLM ใช้กัน สมมติคุณมี Network อยู่ 600 Network แต่ถ้าทั้ง 600 นี้เป็น Account ที่ไม่ active เลย ข่าวสารต่อให้คุณส่งไปยังไง มันก็ไม่เกิดอะไร แต่เกิดสมมติมีสัก 4 คนที่ active และคิดว่าข้อมูลนั้นควรแพร่่ต่อ ปฏิกริยาลูกโซ่ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมมติสี่คนนี้กด RT ข้อความคุณต่อ คนแรกมี Network อยู่ 50 คนที่สองมีอยู่ 60 คนที่สามมีอยู่ 100 และบังเอิญคนที่ 4 ดันเป็น Influencer ใหญ่ที่มี Network ร่วม 2,000 ฉะนั้น ตอนนี้ข่าวที่คุณส่งออกมาจึงไม่จบแค่ 600 คนแบบตอนแรกแล้ว แต่มันกระจายต่อไปยัง 2210 คนแล้วในพริบตา!!! และนี่คือแค่เกิดจาก Follower แค่ 4 คนเท่านั้นนะครับ !!!

ฉะนั้นมาถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นว่าจำนวน Follower อาจจะไม่ใช่ตัวบอกว่าการทำ Marketing ผ่าน Social Media จะ Success หรือไม่ แต่ยังรวมไปถึงว่าคุณมี Right Follower หรือเปล่า และคนเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่จะส่งข่าว บอกต่อด้วยไหม ไม่ใช่รับมาแล้วก็เก็บไว้ ไม่บอกต่อ เพราะอย่างนั้น Communication ก้จะ end ไป

แต่ขณะเดียวกัน นักการตลาดก็พึงระลึกไว้ว่า อย่าฝากความหวังทุกอย่างอยู่ที่ผู้มาติดตามรับสาร เพราะ Consumer ไม่ใช่ PR Agency ที่ต้องคอยส่งข่าวบอกต่อกันตลอดเวลา คนที่จะใช้ Social Media ก็ต้องคิดอย่างรอบคอบด้วยว่า Content ที่จะส่งออกไปนั้น ทำอย่างไรให้เกิด Viral Marketing ทำให้เกิด “ความอยากบอกต่อไปเรื่อย ๆ”

บันทึกโพสใน Technology & Trend. ป้ายกำกับ: , , . Leave a Comment »

Pool of Knowledge Sharing with #HashTag

ท่ามกลางกระแส Twitter ที่กำลังครึกครื้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว หลาย ๆ บริษัทกระโจนเข้าหา Social Media โดยคาดหวังว่านี่จะเป็น Channel การเข้าถึงลูกค้าแบบใหม่โดยไม่ต้องหวังพึ่ง Media เดิม ๆ ที่ต้องเสียเงินค่าเช่าเดือนละหลายบาท

หนึ่งในวิธีการง่าย ๆ ของการใช้ Social Media คือการติดตามบุคคลที่เป็นที่ชื่นชอบ Follow Account ที่ได้รับการแนะนำ ถ้าเป็น Facebook ก็คือการตั้ง Community Group ขึ้นมา

วิธีการเหล่านี้จึงมักออกมาในลักษณะที่บริษัทตั้ง Corporate Account ขึ้นมาเพื่อส่งข่าวให้กับสมาชิกโดยตรง เช่น โปรโมชั่นใหม่ สินค้าใหม่ ส่วนลด ฯลฯ อาจจะมีบ้างคือการตอบโต้กับผู้ที่สอบถามเข้ามา

ในขณะถ้าหากคนธรรมดา หรือตัวบุคคลที่ไม่ใช่ Corporate Account ต้องการจะเผยแพร่อะไรบางอย่างให้กับคนอื่น ๆ แต่พบปัญหาว่าเรามี Follower ที่ไม่เยอะมากจะทำอย่างไร หรือถ้าหากเราต้องการจะทราบข่าวคราวหรือข้อมูลบางอย่างแต่ไม่รู้ว่าจะติดตามจาก Account ไหนเราจะต้องทำอย่างไร

หนึ่งในวิธีง่าย ๆ ที่ไม่ต้องรอให้มีใครมาแนะนำ Account คือการค้นหาด้วย HashTag (#) ซึ่งเป็นเสมือนการติดหัวเรื่องแบบเดียวกับที่การเขียน Blog ทำกัน และนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเผยแพร่และค้นหาแหล่งข้อมูลที่ยิ่งใหญ่มหาศาลเลยทีเดียว

อันที่จริง การเกิด Social Media ทำให้คนมากมายสามารถผลิตสื่อของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็น Blog, Website ฯลฯ และนั่นทำให้บุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกูรู นักวิชาการสามารถเขียนบทความในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างไม่ต้องพึ่งพื้นที่สิ่งพิมพ์แบบสมัยก่อน และหลายคนก็เอาความสามารถของ Social Media หลายอย่างมาเชื่อมโยงกัน จนทำให้การเผยแพร่ความรู้นี้ต่อยอดออกไปได้มากขึ้น

ตัวอย่างง่าย ๆ ที่สัมฤทธิ์ผลคือการที่นักเขียนแต่ละคนเขียนบทความไว้ใน Blog ของตัวเอง ก่อนเอาขึ้นแชร์ให้กับคนที่ติดตาม Blog อยู่แล้ว จากนั้นก็แชร์ URL นั้นใน Twitter พร้อมกับการติด HashTag ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งถ้า HashTag นั้นเป็นที่รับรู้ทั่วไปอยู่แล้ว ก็จะทำให้คนที่ใช้ Twitter อันมากมายทั่วโลกสามารถเห็น Tweet นี้ได้แม้ว่าเขาจะไม่ได้ Follow Account ของผู้เขียนก็ตาม (และแน่นอนว่าอาจจะนำมาสู่การ Follow ที่ตามมาด้วย)

จึงไม่แปลกว่าในหัวข้อดัง ๆ อย่างเช่น #CSR #Stock #Marketing #Investment จะเป็นหัวข้อที่นักคิดนักเขียนทั่วโลก ตลอดจนคนทั่วไปติด HashTag กันอยู่บ่อย ๆ และทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลความรู้กันอยู่ตลอดเวลาแบบ Real Time (แน่นอนครับ ของไทยเราก็ต้อง #Mkttwit :D )

ฉะนั้น จากจุดนี้ถ้าหาก Blogger หรือ Corporate ไหนที่ต้องการจะโปรโมตข้อมูล บทความต่าง ๆ กลวิธีการ Integrate Social Media ต่าง ๆ เข้าด้วยกันน่าจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำได้ง่าย ได้ผล และแทบไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเพิ่มด้วย สิ่งที่อาจจะต้องคิดเป็นพิเศษคือการทำให้เนื้อหาและ HashTag นั้นไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่า HashTag อย่าง แต่เนื้อหาอย่าง (ซึ่งแน่นอนว่านำมาสู่ Negative Feedback ของคนที่เข้ามาดู) หรือจะคิด HashTag  อย่างไรที่คนเข้าใจได้ง่าย ๆ และเป็นคำที่คนนึกถึงกัน

หน้าที่ตรงนั้นอาจจะเป็นของนักการตลาดด้าน Social Media ที่ต้องมาไขคำตอบแล้วล่ะ

บันทึกโพสใน Technology & Trend. ป้ายกำกับ: , , . Leave a Comment »
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.